|
อาคารเรียน พ.ศ.2478 |
อาคารเรียน พ.ศ.2456 |
8 ปีก่อนหน้าจะเป็นโรงเรียนเพาะช่าง
เรียบเรียงโดย
อาจารย์สมปอง อัครวงษ์
"โรงเรียนเพาะช่าง"
เป็นพระนามพระราชทานจาก สมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่6 เมื่อคราวเสด็จพระราชดำเนินมาทำพิธีเปิด เมื่อวันพุธที่ 7เดือนมกราคม พ.ศ. 2456 เนื่องในงานเฉลิมพระชนมพรรษา แต่แรกเริ่มที่มีการก่อตั้งโรงเรียนแห่งนี้นั้น พระยาไพศาลศิลปศาสตร์ขณะยังเป็นหลวงไพศาลศิลปศาสตร์
เป็นเจ้ากรมกรมราชบัณฑิต ได้ตั้งกองช่างแกะไม้
สำหรับแม่พิมพ์ในการพิมพ์แบบเรียนขึ้นในกองแบบเรียน โดยมีหม่อมเจ้าประวิทเป็นช่างเขียน และมีช่างแกะแม่พิมพ์
3 คน คือนายแดง
นายโห้ และ นายสาย สามคนนีฝีมือดีมาก โดยเฉพาะนายแดง เป็นช่างแกะที่เคยเป็นนักโทษอยู่ในเรือนจำ
แต่ด้วยมีฝีมือ จึงได้โปรดให้ออกมารับหน้าที่ช่างแกะแม่พิมพ์รับใช้ราชการ และด้วยความอาลัยในชีวิตเพื่อนฝูงในเรือนจำ จึงขออนุญาตกลับเข้าไปเยี่ยมเยียนอยู่เนืองๆ ภายหลังได้ชักชวนเพื่อนๆที่มีฝีมือ ได้ออกมารับใช้ราชการ
งานช่างและแม่พิมพ์ด้วยกันอีกหลายคน ทั้งนายโห้และนายสายก็เช่นกัน
ภายหลังได้ขุนอภิสารจิตรกรรม ซึ่งเวลานั้นยังชื่อว่า นายกร เปรียญ มาเป็นช่างเขียนอีกคนหนึ่ง ต่อมาได้มีการว่าจ้างงานชนิดนี้มากขึ้น
กระทรวงธรรมการจึงโอนกองช่างของกองแบบเรียนนี้
ไปให้สามัคยาจารย์สมาคม จึงจัดตั้งเป็นสโมสรช่างขึ้น
เพื่อรับสมัครผู้รับการฝึกหัดเป็นช่างเขียน ช่างแกะ เงินเดือนสำหรับช่างทั้งสี่คนนั้น กระทรวงธรรมการเป็นผู้ให้ แต่การแกะรูปพิมพ์ทุกอย่างของกองแบบเรียนนั้น สามัคยาจารย์สมาคมต้องรับทำให้โดยไม่คิดราคา
สามัคยาจารย์ได้เริ่มตั้งโรงทำการช่างนี้ที่เรือนเล็กหลังหนึ่งบริเวณโรงเรียนราชบูรณะ ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2448 โดยมอบให้พระยาไพศาลศิลปศาสตร์เป็นนายก กรรมการบันเทิงในสามัคยาจารย์สมาคมเป็นผู้จัดการ
|
เพาะช่างเมื่อ พ.ศ.
2491 |
โรงเรียนเพาะช่าง
พ.ศ. 2547 |
วันที่ 14 สิงหาคม
พ.ศ. 2450 พระยาไพศาลศิลปศาสตร์ได้ยื่นรายงานต่อสามัคยาจารย์สมาคมแสดงความก้าวหน้าของโรงทำงานช่าง ในช่วงเวลาทดลองหกเดือนครึ่ง รับนักเรียนเข้าช่างฝึกเป็นหัดแกะหกคน
ช่างเขียนสองคน ทั้งครูและนักเรียนช่วยกันทำงานตามจ้างจากที่ต่างๆ ได้รายได้ถึง 579 บาท
และที่ทำแล้วยังค้างชำระอยู่อีก 1356 บาท นับเป็นผลรายได้ที่มากอยู่ในขณะนั้น สามัคยาจารย์สมาคมจึงได้ประกาศกองช่างเป็นสโมสรสาขาแผนกหนึ่งของสามัคยาจารย์สมาคม ให้ชื่อว่า " สโมสรช่าง
" ตั้งตำแหน่งนายกเป็นหัวหน้าอำนวยการ และมีตำแหน่งเลขาธิการเป็นผู้ช่วยนายกอีกตำแหน่งหนึ่ง
ต่อมา พ.ศ. 2452 กิจการของสโมสรช่างทวีเพิ่มขึ้น นอกจากการช่างแกะและการช่างเขียนแล้ว ยังขยายวิชาการช่างปั้น
การช่างกลึง และการช่างประดับมุกเพิ่มขึ้นอีก
จำนวนนักเรียนเพิ่มขึ้นเป็น 12 คน โรงทำงานช่างเล็กและคับแคบ กรมศึกษาธิการจึงปลูกโรงงานขึ้นใหม่หนึ่งหลัง
กว้าง 3 วา 2 ศอก ยาว
16 วา แล้วเสร็จในเดือนพฤศจิกายนศกนั้นเอง พ.ศ. 2453 ได้ขยายการสอนและรับนักเรียนมากขึ้นถึง 77 คน กรมศึกษาธิการให้นายอี.ฮีลี ครูช่างเขียนของกรมฯ มาประจำเป็นหัวหน้าฝึกสอน และให้ครูประกาศนียบัตรที่มีฝีมือทางช่างวาดเขียน
มาช่วยอีก 2 คน คือนายบุ้นเจีย ป.ม. กับนายสังข์ ป.ป. และแยกการสอนนักเรียนไปไว้ในโรงเรียนอีกหลังหนึ่งใกล้ๆกัน ให้ที่ฝึกหัดเดิมเป็นโรงเรียนสำหรับการทำการช่างต่างๆ และฝึกหัดนักเรียนการช่างและตั้งนายอี. ฮีลี เป็นอาจารย์ใหญ่
กิจการต่างๆ ของโรงเรียนมีความเจริญขึ้นโดยลำดับเป็นที่นิยมและรู้จักกันมากขึ้นได้รับการทำงานใหญ่ๆสำคัญๆ หลายคราว เป็นต้นว่า การเขียนภาพจิตรกรรมฝาผนังกับการซ่อมซุ้มหน้าต่างพระอุโบสถวัดโมฬีโลกยาราม ซ่อมลวดลายฝาผนัง เสาพระอุโบสถวัดบวรนิเวศวิหาร เขียนลายจิตรกรรมฝาผนังพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาทจำนวน
2 ผนัง หรือประมาณเกือบ 1 ใน 5 ส่วนของพื้นที่ผนังทั้งสิ้น เป็นการระดมช่างฝีมือที่จะเขียนผนังให้แล้วเสร็จทันการ พระบรมศพของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
รับงานตัดตอนจากบริษัทฝรั่งชื่อ เฮาวาด
เอิสกิน. ในส่วนของการออกแบบปั้นหล่อปูนซีเมนต์สำหรับเป็นลวดลายประดับเสา และผนังบ้านเจ้าพระยาอภัยภูเบศร์ ที่เมืองปราจีนบุรี. นักเรียนช่างที่ได้เข้ามาทำการฝึกหัดการช่างต่างๆ เมื่อสามารถพอทำได้แล้วก็ให้ออกไปทำงานช่าง ตามสาขาที่ตนถนัดตามภูมิลำเนาแห่งตน และมีผู้ว่าจ้างไปอยู่ทำกิจการต่างๆ ตลอดจนรับราชการในกระทรวงธรรมการและกระทรวงอื่นๆ
ก็มี
พ.ศ. 2453 ได้เพิ่มการสอนวิชาช่างศิลปะเครื่องถมขึ้นอีกแผนกหนึ่ง
โดยพระเพ็ชรปาณีเจ้ากรมอำเภอ กระทรวงนครบาลได้เอื้อเฟื้อให้ตำราเครื่องถมเมืองนคร
หรือถมนคร และพระยาไพศาลศิลปสาตร์
ได้ให้หาช่างเครื่องถมในกรุงเทพฯ ในเพลานั้นมาทำการทดลองใช้ตำรานั้นจนได้กระทำการเป็นผลสำเร็จ
ได้รับรางวัลพิเศษเหรียญเงินในการแสดงงานกสิกรรมพาณิชการของกระทรวงเกษตราธิการที่ปทุมวันเมื่อพ.ศ. 2454 ต่อมาได้มีการปรับปรุงงานเครื่องถมให้ดียิ่งขึ้นทั้งรูปแบบการขึ้นรูป การสลักลวดลาย และการลงน้ำยา จัดว่าเป็นการช่วยอนุรักษ์ฟื้นฟูงานช่างศิลปะเครื่งถมโลหะของไทยไว้เป็นอย่างดีโดย
" สโมสรช่าง " ในระหว่าง
พ.ศ. 2454 ทางกระทรวงธรรมาการได้ออกหลักสูตรสามัญศึกษาใหม่มีวิชาสามัญ เป็นต้นว่าวิชาการเพาะปลูก วิชาค้าขาย และวิชาการฝีมือแทรกไว้ในวิชาสามัญตั้งแต่ประโยคมูล
ตลอดจนประโยคมัธยม กระทรวงธรรมาการจำเป็นต้องฝึกหัดครูสำหรับสอนวิชาสามัญเหล่านี้ ในส่วนของวิชาการฝีมือ กระทรวงธรรมาการดำริห์จะจัดตั้งโรงเรียนทางการช่างให้เป็นที่ฝึกหัดครูสำหรับสอนการฝีมือด้วย รวมทั้งการช่างอื่นๆ สามัคยาจารย์จึงโอนดรงเรียนช่างพร้อมทั้งดรงงานและเครื่องใช้ทุกประการกับทั้งเงินที่ค้างลูกหนี้ ทั้งหมดให้แก่กระทรวงธรรมาการเพื่อเป็นกองทุนต่อไปตั้งแต่วันที่
1 มกราคม พ.ศ. 2454
ซึ่งเป็นวันขึ้นปีใหม่ของสามัคยาจารย์สมาคมนับตั้งแต่เพลานั้นกระทรวงธรรมาการ ก็ได้เริ่มปลูกสร้างโรงเรียนขึ้นเป็นการถาวรด้วยเงินที่ข้าราชการในกระทรวงธรรมาการได้เรี่ยรายกัน สำหรับสร้างถาวรวัตถุอุทิศถวายในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เพื่อเป็นที่รฤกถวายเป็นพระราชกุศลในงานพระบรมศพ
โดยสร้างเป็นอาคาร 2 ชั้น กว้าง 14 เมตร ยาว 18.72 เมตร แบบครึ่งอิฐครึ่งไม้มีมุขทางด้านหน้า
2 มุข ทำแล้วเสร็จได้ใช้เป็นโรงเรียนตั้งแต่เดือนพฤษภาคม
2455 ชั้นบนจัดเป็นห้องเรียนวิชาวาดเขียน ชั้นล่างจัดเป็นโรงงานทำการช่างเขียนและช่างปั้น
ส่วนการช่างอื่นๆ ที่มีเสียงโครมครามให้คงไว้ในโรงงานเก่า
ส่วนการปกครองกระทรวงธรรมาการได้ตั้งชื่อโรงเรียนที่รับโอนมาจาก
"สโมสรช่าง" นี้ว่า "โรงเรียนหัตถกรรมราชบูรณะ" และได้ตั้งผู้อำนวยการวิสามัญสึกษาขึ้น 2 คน คือผู้อำนวยการหัตถกรรม กับกสิกรรม ให้พระอนุกิจวิธรเป็นผู้อำนวยการ ส่วนผู้อำนวยการพาณิชยการนั้นมิทราบว่าเป็นผู้ใด
ในพ.ศ. 2455 นาย อี. ฮีลี อาจารย์ใหญ่ลาออกผู้อำนวยการได้รักษาการแทนจนถึงพ.ศ.
2456 กรมศึกษาธิการตั้งนายศุข ครูประกาศนียบัตรต่างประเทศมาดำรงตำแหน่งอาจารย์ใหญ่ และให้นายเอฟ.แอส.แฮรัป มาเป็นอาจารย์สอนการช่างอีกท่านหนึ่ง
จำนวนนักเรียนของโรงเรียนเพิ่มมากขึ้น
ตั้งแต่ปี 2455 เป็นต้นมา พ.ศ. 2456 มีนักเรียนทั้งสิ้น 39 คน เฉลี่ยมาเรียนวันละ 30 คน และได้จัดให้มีนักเรียนแผนกช่างออกแบบก่อสร้างขึ้นอีก
1 แผนก
คัดนักเรียนเก่าที่พอใจให้เรียนวิชานี้ได้
11 คน
การรับงานจ้างของโรงเรียนนี้ก็ทวีเพิ่มมากขึ้นเช่นกัน ในขณะเดียวกันกรมศึกษาธิการได้จัดสร้างโรงงานขึ้นอีกหลังหนึ่ง เป็นตึกชั้นเดียวอย่างมั่นคง กว้าง 9 เมตร ยาว 34 เมตร และรื้อโรงงานเก่าที่ทำด้วยไม้กระยาเลยเป็นโรงงานชั่วคราว ซึ่งทรุดโทรมมากแล้วไปปลูกเป็นโรงชั่วคราวเล็กๆอีก
2 หลัง
สำหรับเป็นโรงเก็บของหลังหนึ่งและเป็นโรงช่างไม้อีกหลังหนึ่ง โรงงานทั้งหมดนี้แล้วเสร็จในเดือนมกราคม 2456 กระทรวงธรรมาการจึงนำความขึ้นกราบบังคมทูลเชิญเสด็จพระราชดำเนิน เปิดโรงเรียนเพื่อความเป็นสวัสดิมงคล ในวันพุธที่
7 เดือนมกราคม 2456 จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าพระราชทานนามว่า "โรงเรียนเพาะช่าง" จนถึงปีพุทธศักราช 2546 นี้"โรงเรียนเพาะช่าง" จึงสิริรวมอายุได้ 90 ปีบริบูรณ์ |